2 นาที

ไขข้อสงสัย? รายได้แบบไหนบ้างที่ต้องเสียภาษี

แชร์

“รายได้” หรือ “เงินได้” คำที่ทุกคนต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ไม่คุ้นซักทีคือการยื่นภาษี ทั้งขั้นตอนวุ่นวายมากมี วิธีการคำนวณภาษีก็ชวนสับสน และจะยิ่งปวดหัวแบบทวีคูณขึ้นไปอีกเมื่อคุณเป็นผู้ยื่นภาษีที่มีเงินได้จากหลากหลายช่องทาง

เงินได้ หมายถึง รายได้ หรือรายรับที่เราได้รับมาจากการประกอบอาชีพ หรือกระทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ก่อให้เกิดรายรับ โดยเงินได้ตามกฎหมายที่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคลธรรมดานั้นเรียกว่า “เงินได้พึงประมาณ” ซึ่งสรรพากรได้นิยามความหมายของคำว่า “เงินได้พึงประมาณ” ไว้ดังนี้ เงินได้ของบุคคลใดๆ หรือหน่วยภาษีใดข้างต้นที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีใดๆ หรือเงินได้ ที่เกิดขึ้นในปีภาษี ได้แก่
เงินได้
เงินได้ซึ่งเกิดจากประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมที่แตกต่างกันนั้นในทางกฎหมายแล้วไม่สามารถใช้วิธีคำนวณภาษีภายใต้เงื่อนไขเดียวกันได้ เพราะมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน และเพื่อเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันทางภาษีสรรพกรจึงได้กำหนดลักษณะของเงินได้พึงประมาณที่ต้องเสียภาษีไว้ทั้งหมด 8 ประเภท ซึ่งเงินได้แต่ละประเภทจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าต้องเสียภาษีเท่าไหร่ และต้องใช้เงื่อนไขใดในการคำนวณภาษี 
ภาษี66
ประเภทที่ 1 เงินได้จากการทำงานประจำ (มาตรา 40(1)) 
  • เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 
  • เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง 
  • เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน ซึ่งนายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า 
  • เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ให้ 
  • เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากนายจ้าง หรือการทำงาน  
  • ค่าชดเชยในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง 
ประเภทที่ 2 เงินได้จากการรับจ้างทำงานทั่วไป โดยผู้ยื่นภาษีต้องไม่อยู่ในฐานะเจ้าลูกน้อง (มาตรา 40(2)) 
  • ค่าคอมมิชชั่น ค่านายหน้า เช่น รายได้จากการขายประกันชีวิต (ตัวแทนประกันชีวิต) 
  • ค่าตอบแทนจากการรับจ้างรีวิว 
  • ค่าตอบแทนของพริตตี้ พิธีกร MC ในงาน event ต่างๆ 
  • เงินค่าที่ปรึกษาต่างๆ ยกเว้นเงินค่าที่ปรึกษาของผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพพยาบาล/แพทย์ 
  • เงินว่าจ้างเคลียร์หนี้สิน 
  • เบี้ยประชุม ค่าสอน ค่าสอบที่หน่วยงานเอกชนจ่ายให้ 
  • เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากการรับจ้างทำงานทั่วไป  
  • ค่าตอบแทนจากการรับจ้างสร้างผลงาน ซึ่งสิขสิทธิ์จะต้องตกไปเป็นของผู้ว่าจ้างเมื่อชิ้นงานเสร็จแล้ว เช่น ค่าตอบแทนจากการแต่งเพลง ค่าตอบแทนจากการรับจ้างทำเว็บไซต์ 
  • ค่าตอบแทนของผู้ประกาศข่าว 
ประเภทที่ 3  เงินได้จากค่าลิขสิทธิ์ (มาตรา 40(3)) 
  • ค่าลิขสิทธิ์ คือค่าตอบแทนหรือค่าจ้างที่ได้รับการสร้างชิ้นงาน อาทิเช่น เพลง ซึ่งผู้ว่าจ้างตกลงให้คุณเป็นเจ้าของสิขสิทธิ์แต่อนุญาตให้ผู้ว่าจ้างใช้ประโยชน์จากชิ้นงานได้ 
  • เงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่นค่าเฟรนไชส์ ค่าสิทธิบัตร เป็นต้น 
  • ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ หรือค่าความนิยม คือคุณค่าของกิจการที่ไม่ใช่รูปธรรม เช่นค่าตอบแทนชื่อเสียงของเครื่องหมายทางการค้า 
ประเภทที่ 4  เงินได้ในรูปแบบของดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่ง หรือผลตอบแทนสกุลเงินดิจิทัล(cryptocurrency) (มาตรา 40(4)) 
  • ดอกเบี้ยพันธบัตร  
  • ดอกเบี้ยเงินฝาก  
  • ดอกเบี้ยหุ้นกู้  
  • ดอกเบี้ยตั๋วเงิน  
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ 
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย 
  • ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น เป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน 
  • เงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิด 
  • เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายไทยให้จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะสำหรับให้กู้ยืมเงิน 
  • เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล 
  • เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน 
  • เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือรับช่วงกันไว้รวมกัน 
  • ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันหรือรับช่วงกันหรือ เลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน 
  • ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือ ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ซึ่งต้องตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน 
  • ผลกำไรจากการขาย หรือได้รับผลประโยชน์จากสกุลเงินดิจิทัล(cryptocurrency) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และต้องนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย 

หมายเหตุ เงินได้ประเภทที่ 4 สามารถเลือกเสียภาษีโดยใช้วิธีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ได้  

ประเภทที่ 5 เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น (มาตรา 40(5)) 
  • ค่าเช่าทรัพย์สินต่างๆ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่ารถยนต์ 
  • การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน 
  • การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อนซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว 
ประเภทที่ 6 เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) 
  • วิชากฎหมาย เช่น ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมาย  
  • การประกอบโรคศิลปะ ได้แก่
  1. เวชกรรม 
  2. ทันตกรรม 
  3. เภสัชกรรม 
  4. การพยาบาล 
  5. การผดุงครรภ์ 
  6. กายภาพบำบัด 
  7. เทคนิคการแพทย์ 
  • วิศวกรรม เช่น ค่าที่ปรึกษาการสร้างผลงาน 
  • สถาปัตยกรรม เช่น ค่าออกแบบ 
  • การบัญชี เช่น ค่าทำบัญชี 
  • ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้  
ประเภทที่ 7 เงินได้จากการรับเหมาและจัดหาสัมภาระ (มาตรา 40(7)) 
  • ค่ารับเหมาก่อสร้าง 
  • รับผลิตสินค้าตามแบบที่ผู้ว่าจ้างต้องการ โดยต้องเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีขายตามปกติทั่วไป 
ประเภทที่ 8 เงินได้ที่ไม่มีระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 (มาตรา 40(8)) 
  • เงินปันผลจากทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 
  • การขายอสังหาริมทรัพย์ 
  • ค่าจ้างจากการเป็นนักแสดงฟรีแลนซ์ 
  • เงินได้จากการเปิดร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ภัตตาคาร และโรงแรม 
  • เงินจากการขายของออนไลน์ 
  • เงินได้อื่นๆ ไม่มีระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 
อย่าลืมกลับไปสำรวจรายได้กันนะ ว่ารายได้ของเรานั้นเข้าข่ายเงินได้ประเภทไหนเพื่อให้ง่ายต่อการยื่นภาษีปี 66 นี้นะ


ขอบคุณแห่งข้อมูลจาก :rd.go.th,itax.in.th

แชร์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ออกจากงาน ยื่นภาษีเงินได้อย่างไร

การออกจากงานไม่ว่าจะเป็นแบบสมัครใจ หรือถูกเชิญออกล้วนต่างหนีไม่พ้นในเรื่องของการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับใครที่สงสัยว่าการยื่นภาษีของผู้ที่ออกจากงานแล้วนั้นต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือวิธีการที่แตกต่างไปจากที่เคยยื่นภาษีแค่ไหน

7 ข้อคิดสู่ความสำเร็จจากนักลงทุนตัวพ่อ วอเรน บัฟเฟต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก เขามีเคล็ดลับในการลงทนุอย่างไรให้ตัวเองร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 128.3 พันล้านดอลลาร์